study

Comprehensive Exam #1

07 Apr 2008

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันสอบ comprehensive exam (ภาษาไทยมันแปลว่า สอบประมวลความรอบรู้) ครั้งที่ 1 เพื่อจบ ป.โท ครับ กติกาคือ มีข้อสอบ 8 วิชา วิชาละ 100 คะแนน ให้เลือกทำ 5 วิชา ให้ได้คะแนนรวมกันไม่ต่ำกว่า 60% หรือ 300 คะแนน นั่นเอง ห้ามทำเกิน 5 วิชาด้วยนะ ไม่งั้นจะตัดวิชาที่ได้คะแนนสูงสุดออก

ต่อไปนี้คือข้อสรุป ที่ได้จากการสอบ compre (รวบรวมจากเว็บบอร์ดรุ่น และประสบการณ์ตรง)

Continue reading...
Tags: | 2 Comments

Poster

24 Jan 2008

โปสเตอร์ที่ออกแบบเองแผ่นแรกในชีวิต ทำเพราะ ‘จารย์สั่งให้ทุกคนทำโปสเตอร์นำเสนอผลงาน IS เพื่อเอาไปติดในงานประชุมทางวิชาการที่ ม. เกษตรครับ (เข้าใจว่ารุ่นผมเป็นรุ่นแรก เพราะปกติมีแต่ผลงาน ป. ตรี… มั้ง!?)

My Poster!

เขินแฮะ… ให้ดูไกลๆ พอ หุหุ

I’m Still Alive xD

13 Nov 2007

ไม่ได้อัพบล็อกตั้งเกือบเดือน มาเขียนอีกทีรู้สึกเขินๆ ไงไม่รู้ :P

ยังไม่ตายครับ แค่ทำงาน + เรียนหนักไปหน่อย (โง้วววว ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ)

ไม่รู้ทำไมเวลาปลายๆ ปี มักจะมีงานที่ต้องทำเข้ามาพร้อมๆ กันเยอะมาก ที่สำคัญคือ ทุกอย่างจะนำหน้าด้วยคำว่า “ด่วน”

ทำนองเดียวกับการเรียน ทั้งๆ ที่เทอมนี้มีเวลาว่างค่อนข้างเยอะ (เรียนวิชาเดียว + ทำ IS) แต่เวลาผมและเพื่อนๆ จะทำการบ้านคือวันก่อน dead line และมันก็มักจะเป็นช่วงที่มีงาน “ด่วน” พอดี

สงสัยต้องจัดระเบียบตัวเองใหม่อย่างแรง =.=

ปล. อัพเกรด WordPress เป็น 2.3.1 ด้วย (ออกมาตั้งครึ่งเดือน เพิ่งจะอัพเดต หุหุ >_<)

Hello, MSIT 10

24 Jun 2007

เมื่อวานได้รับมอบหมายให้ไปพูดแนะแนวการเีรียนให้กับ MSIT 10 ที่ ม. เกษตร (ผม MSIT 9) แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุจำเป็นบางประการ เลยเอามาเขียนไว้ในนี้แล้วกัน ยังไงๆ ถ้าเรียนโทสาย IT ไม่ว่าที่ไหน แนวทางคงไม่ต่างกันเท่าไร

ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เก่งอะไรขนาดไปแนะนำชาวบ้านได้หรอกครับ เพราะไอ้ที่ทำข้อสอบออกมาได้เกรดดี (A!?) ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้เก่าจากตอน ป. ตรี กับประสบการณ์จากการทำงานเป็นหลัก ที่บอกว่าให้แนะแนวการเรียน คงไม่ถึงขนาดนั้น เอาเป็นว่าเล่าให้ฟังดีกว่า ว่าประสบการณ์ในการเรียนหลักสูตร MSIT ที่ ม. เกษตรใน 1 ปีที่ผ่านมา มันเป็นยังไง

ก่อนอื่น คุณคิดว่าการเรียนโทด้าน IT (MSIT) กับวิศวะ (MCPE) มันต่างกันตรงไหน? <!--more--> สะกดไม่เหมือนกัน… ถะ… ถะ… ถะ… ถูกต้องแล้วคร้้าบบบบ

เ่อ่อ… แต่มันคงไม่ใช่แค่นั้น (ไม่งั้นจะถามทำไม) ความแตกต่างอย่างนึงที่เห็นได้ชัด คือคุณจะเห็นว่า MCPE เปิดเทอมมาได้แป๊บเดียว ก็ต้องส่งหัวข้อ thesis กันแล้ว จากนั้นเวลาที่เหลือก็ทำๆๆๆ thesis กับเรียนวิชาเลือกนิดหน่อย (ใช่ป่าวหว่า แต่เท่าที่เห็นมันเป็นแบบนี้) ส่วน MSIT เปิดเทอมมาจะมีแต่ coursework เทอมละ 3-4 วิชา เป็นแบบนี้อยู่สามเทอม ถึงจะเริ่มคิดหาหัวข้อ IS (Independent Study) แถมเรียนกันแบบสากกระเบือยันเรือรบ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม CPU, database, Linux, CCNA, รวมไปถึงวิชาด้าน management, ตั้งบริษัท, จัดนิทรรศการ ฯลฯ

สรุปสั้นๆ ตามความเข้าใจของผมคือ MCPE จะเรียนแบบลงลึก เพื่อเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะทาง ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ประมาณว่าเป็น expert ในด้านนั้นๆ แต่ MSIT จะเรียนแบบออกกว้าง เน้นที่ความหลากหลาย เพื่อให้รู้จักวิธีการ หรือ tools ให้มากที่สุด เมื่อมีปัญหา(อะไรก็ได้)โยนเข้ามา ก็จะสามารถเลือกใช้วิธีการ หรือ tools ที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นๆ ได้

ในเมื่อเราเรียนจับฉ่ายแบบนี้ แล้วจะมีแนวทางในการเรียนยังไง?

อืมม…

ผมแบ่งวิชาที่เรียนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. วิชาด้าน IT: เช่นพวก database, Java, Linux, computer organization, network lab ฯลฯ วิชาพวกนี้แนะนำให้อ่าน text book ครับ เพราะมันจะเต็มไปด้วยศัพท์คอมพิวเตอร์ ถ้าอ่านหนังสือภาษาไทยจะพาลให้งงเอาง่ายๆ บางทีต้องแปลไทยเป็นไทย แล้วค่อยแปลไทยเป็นอังกฤษอีกที จริงๆ นะ ยกเว้นวิชาที่ให้เปิดหนังสือเวลาสอบได้ ก็ขนมันเข้าไปทั้งไทยทั้ง text นั่นแหละ คือจะบอกว่า วิชาพวกนี้ เน้นที่การเข้าใจคอนเซ็ปต์มากกว่าท่องจำ เช่น ให้ code มาก้อนนึง ถามว่าถ้ารันแล้วจะได้ผลลัพธ์ยังไง, หรือให้อธิบาย flow ของข้อมูล ไรทำนองนี้ แต่ใช่ว่าหนังสือภาษาไทยจะห่วยไปหมด เช่น quiz Java นี่ เปิดจากหนังสือ Fundamental of Java Programming เล่ม 1 รับรองถ้าไม่ได้เต็มก็ใกล้เคียง :D
  2. วิชาด้าน management: เช่นพวก IT for management, organization and management ฯลฯ วิชาพวกนี้ถ้าหาหนังสือภาษาไทยที่มันแปลจาก text book ที่ใช้เรียนได้ หรืออย่างน้อยมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน จะสบายโคตรๆ เพราะเวลาทำข้อสอบต้องเน้นการโม้เป็นหลัก รู้อะไร จำอะไรได้ เขียนลงไปให้หมด ถ้าอ่านภาษาไทย จะอ่านได้เร็วและจำได้มากกว่า text (รึเปล่า? อย่างน้อยก็ผมคนนึงที่เป็นแบบนี้) แต่จะทิ้ง text ไปเลยก็คงไม่ได้ เพราะถ้าเวลาจวนตัวจริงๆ อย่างน้อยอ่านไอ้สรุปสั้นๆ ที่อยู่แถวริมกระดาษในแต่ละหน้า ก็พอจะเห็นภาพรวมของเรื่องนั้นๆ แล้วเอาไปขยายความต่อได้ (พูดซะดูดี แต่ผมก็ทำไม่ค่อยได้หรอก ถือเป็นจุดอ่อนใหญ่ของตัวเอง พวกวิชาที่มันไม่มีคำตอบตายตัวเนี่ย T_T)

นอกจากการอ่านหนังสือสอบแล้ว อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน… เผลอๆ จะสำคัญกว่า คือ “งานกลุ่ม” ครับ เพราะอาจารย์แกก็คงเข้าใจว่า เรียนไปทำงานไป มันหนักหนาสาหัสพอสมควร เวลาให้งาน แกก็มักจะให้เป็นกลุ่ม และคะแนนสำหรับงานพวกนี้ก็ไม่ใช่ขี้ๆ 20-30-40 คะแนนก็มี แล้วคะแนนพวกนี้มันก็เหมือนได้เปล่า เพราะถ้าทำดีๆ ก็จะได้เต็ม หรือเกือบเต็ม โดยไม่ต้องเครียดมาก เปิดหนังสือก็ได้, google, หรือปรึกษาเพื่อนก็ได้ เผลอๆ เอางานที่ทำงานมาส่งก็ได้ แถมมีเวลาให้ทำเยอะกว่าในห้องสอบอีก

สรุปว่า ทำงานกลุ่มให้ดีๆ ก็เหมือนมี A ไปกว่าครึ่งตัวแล้ว

ทีนี้ หลักการในการทำงานกลุ่มเป็นยังไง?

ง่ายๆ เลยครับ “งานกลุ่ม… ก็ให้กลุ่มทำกันไปสิ…” เอ๊ย ไม่ใช่ ถึงจะเป็นงานกลุ่ม มีสมาชิกกลุ่มละ 7-8 คน ก็ใช่ว่าจะว่างนะครับ เพราะเราเรียนตั้ง 3-4 วิชา แต่ละวิชาก็มีงานทั้งนั้น วิธีที่น่าจะได้ผลดี คือ “แบ่งกันทำ” เช่น กลุ่มนึงมี 8 คน มีงาน 2 วิชา ก็จัดไปเลยว่าทำรายงานวิชาแรก 4 คน ส่วน 4 คนที่เหลือก็ไปทำอีกวิชานึง ดีกว่าเอา 8 คนไปรุมทำงานเดียวกัน มากคนก็มากความ แถมมีโอกาสได้อู้กันง่ายๆ ข้อควรสังเกตคือ ควรอยู่กลุ่มเดียวกันในทุกวิชา เพื่อจะได้แบ่งงานกันได้ และต้องเชื่อใจกันพอสมควร ต้องพยายามไม่คิดว่างานที่ปล่อยให้คนอื่นทำ จะออกมาดีเท่าที่เราทำเองหรือเปล่า ทำนองนั้น

นั่นแหละครับ ถ้าได้สมาชิกในกลุ่มดีๆ ก็สบายไปทั้งสองปีแน่นอน

นอกจากที่ว่ามาแล้ว การใช้ item เสริมต่างๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน เช่น เครื่องเล่น MP3 ที่อัดเสียงได้, โปรแกรมจดโน๊ต, โปรแกรมทำ mind map, ฯลฯ แต่ของพวกนี้คงแล้วแต่คนถนัดละครับ :P

หมดแระ… เท่าที่นึกออก อ่อ… อีกอย่างก็ึืคือ IMHO, ขึ้นชื่อว่าเรียน IT น่าจะพยายามอัพเดตตัวเองให้มากที่สุด รู้ให้กว้างที่สุด ไม่ต้องรู้ลึกก็ได้ แค่รู้ว่าไอ้นี่มันคืออะไร ไอ้อันนั้นทำอะไรได้ มีประโยชน์ยังไง ผมว่าคุยกับคนเรียน IT แต่ไม่รู้จัก Firefox, ไม่รู้จัก RSS feed, ไม่รู้จัก BitTorrent, ไม่เคยได้ยินคำว่า Ubuntu มันก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ… ส่วนเหตุผลที่แนะนำให้อัพเดตตัวเองก็เหมือนที่พูดไปตอนแรก คือให้เห็นปัญหาปุ๊บ นึกออกทันทีว่าควรใช้วิธีการ หรือ tools อะไรมาจัดการกับปัญหา ถึงเวลาใช้งานจริงมาศึกษาวิธีใช้อีกทีก็ยังไม่สาย ดีกว่ามานั่งกุมขมับว่าไม่รู้จะใช้อะไรดี เพราะไม่รู้จักซักอย่าง

วิธีอัพเดตตัวเองเบื้องต้นอย่างง่ายที่สุดคือ อ่าน Blognone ครับ (ได้ค่าโฆษณามั้ยเนี่ย :P) เพราะจะมีคนคอยเอาข่าวในแวดวง IT จากที่ต่างๆ แปลและสรุปเสร็จเรียบร้อย มาแปะให้เราได้อ่าน แค่เปิดเบราว์เซอร์วันละครึ่งชม. ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เพียบแล้ว มีปัญหาในการใช้งาน เจ้าของเว็บก็อยู่ MCPE 11 ติดต่อได้สะดวกอีกต่างหาก อิอิ

มีความคิดเห็นยังไง มาคุยกันได้นะครับ

ปล. ไปนอนละ =.=

Happy New Year!

02 Jan 2007

Pig and Dog

ปีหมาไฟ (Firefox?) ผ่านไป ปีหมูทองเข้ามาแทน… ใครที่ดวงอาจจะดูแย่ๆ ในปีที่แล้ว ก็ขอให้ดีขึ้นในปีนี้ คิดการใดก็ขอให้สำเร็จลุล่วงได้แบบ “หมูๆ” เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะครับ

<!--more-->

มานั่งนึกย้อนถึงปีที่ผ่านมา สำหรับผม ถือว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นก็ว่าได้ ตั้งแต่ต้นปี อยู่ดีๆ เพื่อนที่ทำงานก็ชวนไปสมัครเรียน ป. โท ที่เกษตร (เคยพูดไว้เมื่อปลายปีก่อนนู้น ว่าอยากเรียนต่อ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้) ส่งใบสมัครกันก็เกือบๆ วันสุดท้ายแล้ว สอบเสร็จ ก็มานั่งคิด จะเอาเงินที่ไหนเรียนล่ะเนี่ย เทอมละสี่หมื่นห้า… ก็พอดีมีจดหมายเวียนในที่ทำงาน ว่ามีทุนให้เรียน 2 ทุน ยังนึกในใจ โห… อะไรมันจะพอดีขนาดนั้น เลยสมัครขอทุนไปทั้งคู่ ปรากฏว่า แป้ก! ไอ้ 2 ทุนนั่น คนอื่นได้ไปหมด แต่กลายเป็นว่า มันมีทุนสำหรับผู้บริหารเหลืออยู่ 7 ทุน เค้าเลยเอามาแบ่งครึ่ง ได้เป็น 14 ทุน ให้คนที่สมัครขอทุนที่เหลืออยู่ เลยได้อานิสงส์มาด้วย… หุหุ :em44:

ประมาณกลางปี ก็ได้มีโน๊ตบุ๊คเป็นของตัวเองเครื่องแรกในชีวิต มันคือ Dell Inspiron E1505 แถมใจกล้าโคตรๆ สั่งมาจากอเมริกา แล้วฝากเพื่อนที่เพิ่งเรียนจบ หิ้วกลับมาทันเปิดเทอมพอดี ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งลุ้น ว่าแบตจะไม่ระเบิด + มันจะไม่เจ๊ง เพราะต้องส่งไปเคลมที่มาเลเซีย :em12:

พอเริ่มเรียน ก็มีเรื่องที่ไม่เคยคิดเกิดขึ้นอีก — ผมต้องติวให้คนอื่น!! :em08: สำหรับบางคนคงไม่แปลก แต่สำหรับผมที่เป็นแก๊งค์หลังห้องตอน ป. ตรี (นั่งอยู่กะพวก romerun, pittaya, dae, accblue, ฯลฯ) เรียนแค่พอเอาตัวรอดได้ ไม่เคยติวใคร มีแต่ไปให้เค้าติว อืมมม มันเป็นประสบการณ์แปลกใหม่จริงๆ ต้องพยายามอ่านทำความเข้าใจมาก่อน เพื่อจะเอามาอธิบายคนอื่นต่อได้ และหลายๆ ครั้งที่นึกว่าเข้าใจแล้ว แต่กลายเป็นว่าไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ บางครั้งก็หงุดหงิด มันจะถามอะไรกันนักหนาว้าาา กรูก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว๊อยยย :em40: แต่ก็ดี เป็นการฝึกความอดทน และฝึกความสามารถในการสื่อสารไปในตัว :em35:

ส่วนตอนสอบยิ่งแล้วใหญ่ เกิดมาไม่เคยโกงข้อสอบ หันไปถามใครก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด แต่ชั่วโมงนี้ จะมีคนหันมาถามตลอด ถ้าไม่ตอบคงไม่ดีเท่าไร จะถูกมองว่า “กั๊ก” ทั้งๆ ที่จริงแล้วคือป๋ม “กลัว”… แต่ก็ตื่นเต้นดี แล้วก็รู้สึกดี!? ว่าเราก็เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้เหมือนกัน อิอิ :em02:

ทำไมพูดไปพูดมา มีแต่เรื่องเรียนหว่า… ช่างมัน ต่อๆ :em42:

เรียนโท ก็เหมือนกับได้เข้ามาสู่สังคมใหม่ ที่คนส่วนใหญ่ในห้องจะเรียกเราว่า “พี่” โอยย ฟังแล้วช้ำ ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ที่ทำงาน ผมจะเรียกคนอื่นว่า “พี่” ตลอด อาจจะเพราะผมนั่งกับกลุ่มพี่ๆ ที่อายุเฉลี่ย 30+ ละมั้ง หรือแก่จริงๆ หว่าเรา เพิ่ง 26 เองนะ ม่ายยยยย! :em11:

จริงๆ คือจะบอกว่า การเรียนโท มันทำให้ผมรู้สึกว่ายอมรับคนอื่นได้มากขึ้น เพราะแต่ละคนที่เข้ามาอยู่รวมๆ กัน จะมีความสามารถ ความชำนาญแตกต่างกันไป ถ้าเป็นที่ทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เรียนจบมาด้านเดียวกัน ทำงานคล้ายๆ กัน มันจะเหมือนว่า ต่างคนต่างทำงาน และแข่งกันอยู่กลายๆ แต่สังคม ป. โท จะทำให้เราเปิดใจ ยอมรับความสามารถของคนอื่นมากขึ้น และเน้นการพึ่งพากันมากกว่าการแข่งขัน ประมาณว่าคนนี้ถนัดเรื่องนี้ อีกคนถนัดอีกเรื่อง มารวมกลุ่มกัน ช่วยกันทำงาน ก็จะได้มุมมอง และ solution ที่หลากหลายกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังรู้สึกว่าผมจะเข้าใจโลกมากขึ้น เพราะแต่ละคนที่เรารู้จัก จะมีนิสัย และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การที่เราได้รู้จักคนมากขึ้น จะทำให้ได้เจอ หรือได้ฟังเรื่องราวแปลกๆ ที่ชั่วชีวิตนี้เราอาจไม่ได้เจอกับตัวเอง ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน มันมักจะมีเรื่องให้แปลกใจได้ไม่รู้จักจบสิ้น :em34: ทุกวันนี้ประโยคที่ผมคิดอยู่ในใจเสมอๆ คือ “เอี้ย คนแบบนี้ก็มีด้วย”

ยังไงปีนี้ ก็จะตั้งใจเรียนให้จบ เอาความรู้ + ประสบการณ์ที่ได้ มาใช้ในการทำงาน (หัวหน้าคร้าบบบ อ่านอยู่ใช่มั้ย :em33:) และคงต้องวางแผนแบ่งเวลาให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน/เรื่องเรียน/เรื่องส่วนตัว ตอนนี้มันปนๆ กันไปหมด แต่ต่อไปคงจะดีกว่านี้

Happy New Year! ครับ

ไม่ควรอ่านหนังสือที่มันเอา text book มาแปลเป็นไทย เพราะจะทำให้เสียเวลาอ่านมากกว่าเดิม ต้องแปลไทยเป็นไทย แล้วค่อยเอาคำไทยที่แปลแล้ว แปลเป็นอังกฤษอีกรอบ อ่านทีเดียวไม่รู้เรื่อง ต้องอ่านซ้ำหลายๆ เที่ยว ว่ามันหมายความว่าไงแน่ และเสี่ยงต่อการแปลผิด(ตรึม)

อ่านแล้วปวดหัว — ไอโอ, อินเทอร์รัพท์, พีซีไอ, ดีเอ็มเอ, cache (ทำไมไม่เขียน “แคช” ฟระ), ตัวขับดิสก์, แอสโซซิเอทีฟแม็บปิง

หรือแบบนี้

  • Organization and Architecture = ออร์กาไนเซชันและสถาปัตยกรรม
  • Module Organization = การจัดวางโครงสร้างชิ้นส่วน
  • I/O Module = โมดูลไอโอ

ตกลงจะแปลหรือไม่แปลเนี่ย :em10: